Follow My Blog Get new content delivered directly to yoอ่านเพิ่มเติม “วิชาสังคมศึกษา”
วิชาสังคมศึกษา — วิชาสังคมศึกษา
พระมหากษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยรัตนโกสินทร์แบ่งออกเป็น 3 ยุคสมัยใหญ่ๆด้วยกัน ได้แก่ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น(รัชกาลที่ 1-3) ,สมัยปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก(รัชกาลที่ 4-6) ,สมัยประชาธิปไตย(รัชกาลที่ 7-10) ซึ่งจะแบ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆออกเป็นดังนี้
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-3)
รัชกาลที่ 1

รัชกาลที่ 1 : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.2325-2352)
การเมืองการปกครอง
การปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1.การปกครองส่วนกลาง แบ่งข้าราชออกเป็น2 ฝ่าย เรียกว่า อัครมหาเสนาบดี มี 2 ตำแหน่ง คือ สมุหพระกลาโหม และสมุหนายก และเสนาบดีจตุสดมภ์ มี 4 ตำแหน่ง คือ เวียง วัง คลัง นา
2.การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช นอกจากนี้ รัชกาลที่ 1 ได้มีการชำระพระราชกำหนดและกฎหมายขึ้นเป็น กฎหมายตราสามดวง

เศรษฐกิจ
รายได้ส่วนใหญ่ได้มาจากการค้าขาย การเก็บภาษีอากร 4 ประเภท ได้แก่ จังกอบ อากร ส่วย และฤชา
สังคม
มีการใช้ระบบศักดินาเหมือน สมัยอยุธยา
ศาสนา
– มีการสังคายนาพระไตรปิฏกลงในใบลานปิดทองทั้งปกหน้าและด้านข้าง เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่
– การบูรณะปฎิสังขรวัด ให้มีวัดประจำรัชกาล และเปลี่ยนนามวัด เช่น วัดเลียบ เปลี่ยนชื่อเป็น วัดราชบูรณะ และมีการสร้างวัดแห่งใหม่ขึ้น เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
-การทำศึกสงครามกับประเทศพม่า เขมร ญวน และมลายู คือ สงคราม 9 ทัพ
-ติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส อังกฤษ เป็นต้น

รัชกาลที่ 2

รัชกาลที่ 2 : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352-2367)
การปกครอง
ในสมัยนี้ยังคงดำเนินการปกครองตามสมัยรัชกาลที่ 1 มีการเพิ่มเติมบ้าง เช่น ทรงกำหนดการเข้ารับราชการของพลเรือน คือ ทรงให้มีการผ่อนผันการเข้ารับราชการของผู้ชายปีละ 3 เดือน เป็นต้น
เศรษฐกิจ
มีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาษีที่เก็บโดยการเดินสวนและการเดินนา
สังคม
สังคมในสมัยนี้ยังเป็นระบบศักดินาเหมือนสมัยอยุธยา กล่าวคือ สังคมแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระบบชนชั้นปกครอง และระดับชนชั้นที่ถูกปกครอง
การศึกษาและวรรณกรรม
สมัยนี้ถือเป็นยุคทองของวรรณกรรม ได้ส่งเสริมวรรณกรรมให้เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่าสมัยอยุธยา โดยพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทกลอนจำนวนมาก เช่น อิเหนา รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น
รัชกาลที่ 3

รัชกาลที่ 3 : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2367-2394)
การเมืองการปกครอง
สมัยนี้ยังคงเป็นแบบอย่างที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี คือ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในตำแหน่งที่สูงสุดของประเทศ
เศรษฐกิจ
-มีการจัดระบบผูกขาดการเก็บภาษีอากร เรียกว่า ระบบเจ้าภาษีนายอากร
-ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพหลัก คือ การทำกสิกรรม มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากสนธิสัญญาเบอร์นี่

สังคม
สภาพสังคมไทยในสมัยนี้มีลักษณะโครงสร้างไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยาและธนบุรี ประกอบด้วยสถาบันต่างๆ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ไพร่ และทาส เป็นต้น
การศึกษาและวรรณกรรม
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมตำราต่างๆ เช่น อักษรศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ โบราณคดี เป็นต้น โดยให้จารึกไว้ในพระอารามหลวงต่างๆ เช่น วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม

สมัยปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก(รัชกาลที่ 4-6)
รัชกาลที่ 4

รัชกาลที่ 4 : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411)
การเมืองการปกครอง
มีการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเพื่อความทันสมัย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้เห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
เศรษฐกิจ
มีการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้ากับอังกฤษ เรียกว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง

สังคม
ทรงพัฒนาประเทศให้สอดคล้องับอารยธรรมของชาติตะวันตกที่เผยแพร่ออกมา
การศึกษา
การศึกษาไม่มีระบบที่แน่นอนแต่มีวัดและครอบครัวเป็นสถานที่สำคัญในการสอน การอ่าน การเขียน ให้แก่เยาวชน
ศาสนา
ทรงตั้งนิกายใหม่ทางพระพุทธศาสนา คือ ธรรมยุติกะนิกาย
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ : ทรงส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธ์ทางไมตรีกับประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส
รัชกาลที่ 5

รัชกาลที่ 5 : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2411-2453)
การเมืองการปกครอง
-การปกครองส่วนกลาง จัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วน
พระองค์ และทรงยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบกระทรวงแทน
-การปกครองส่วนภูมิภาค ทรงยกเลิกหัวเมืองชั้นตรี โท เอก โดยรวมหัวเมืองเป็นมณฑลมีผู้ปกครอง เรียกว่า สมุหเทศาภิบาล
-การปกครองส่วนท้องถิ่น ริเริ่มจัดตั้งสุขาภิบาลครั้งแรกที่ ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาค

เศรษฐกิจ
ทรงปรับปรุงวิธีจัดเก็บภาษีการคลัง และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีระบบที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
สังคม
ทรงสืบทอดนโยบายการปฏิรูปสังคมตามแบบตะวันตกตามที่รัชกาลที่ 4 วางราก ฐานไว้ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การเลิกทาสและระบบไพร่อย่างค่อยเป็นค่อยไป การปฎิรูปการศึกษา การเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม
การศึกษา
การศึกษาสมัยนี้เป็นการศึกษาสมัยใหม่ ทรงปรับปรุงและขยายการศึกษาออกไปทั่วประเทศจึงได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นเป็นจำนวนมาก
ศาสนา
ทรงปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติ ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์และบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการบูรณะซ่อมแซมและสร้างวัดใหม่
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ : ทรงเสด็จประพาสยุโรป 2ครั้ง เพื่อผูกมิตรกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ได้แก่ เยอรมนีและรัสเซีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศส

รัชกาลที่ 6

รัชกาลที่ 6 : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2453-2468)
การเมืองการปกครอง
มีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น คือ กบฏ ร.ศ.130 โดยทำการไม่สำเร็จ
เศรษฐกิจ
สภาพเศรษฐกิจของสมัยนี้ตกต่ำซึ่งมีผลกระทบมาจากเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงการเข้าร่วมทำสงครามโลกครั้งที่ 1 และเกิดภัยธรรมชาติ มีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ
สังคม
ทรงปรับปรุงและพัฒนาบ้านเมืองสืบเนื่องมาจากรัชกาลที่ 5
การศึกษา
ทรงเห็นว่ามีวัดมากแล้ว จึงโปรดเกล้าให้สร้างโรงเรียนแทนการสร้างวัดจึงกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก
ศาสนา
พระราชทานอำนาจปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นภาระของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าทั้งฝ่ายการบริหารและฝ่ายการศึกษาพระปริยัติธรรม
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ :ไทยมีบทบาทในเวทีโลกโดยการเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
สมัยประชาธิปไตย (รัชกาลที่ 7-9)
รัชกาลที่ 7

รัชกาลที่ 7 : พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2468-2477)
การเมืองการปกครอง
การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ผู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ คณะราษฎร โดยรัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2475
เศรษฐกิจ
สมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงรับภาระด้านเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดภายในประเทศ ซึ่งพระองค์ทรงดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ด้วยการยุบสภาและปลดข้าราชการบางส่วนออก เพื่อตัดทอนรายจ่ายจากต่างประเทศจากปัญหาดังกล่าวทำให้ราชการที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งและประชาชนที่ว่างงานเกิดความไม่พอใจ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.2475
การศึกษา
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2469
ศาสนา
ทรงทะนุบำรุงพระศาสนา โดยมีพระราชศรัทธาให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งใหญ่ในโอกาสฉลองพระนคร 150 ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรวจสอบชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกอักษรไทยฉบับสมบูรณ์แจกจ่ายแก่มหาวิทยาลัยและหอสมุดนานาชาติทั่วโลก
รัชกาลที่ 8

รัชกาลที่ 8 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล(พ.ศ.2477-2489)
การเมืองการปกครอง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐบาลจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งราชจักรีวงศ์ โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เศรษฐกิจ
พัฒนาการทางเศรษฐกิจในสมัยนี้มีรัฐเป็นผู้นำ คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม การเสริมสร้างเศรษฐกิจตามระบบทุนนิยม รัฐเข้าร่วมในการลงทุนเป็นรัฐวิสาหกิจ สนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยรัฐบาลให้การส่งเสริมและร่วมมือในการลงทุน
สังคม
รัชกาลที่ 8 ได้มีการรื้อฟื้นราชประเพณีและขนบธรรมเนียมต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้ง นับเป็นการบำรุงขวัญของประชาชนให้รู้สึกมีความหวังต่อการดำรงอยู่อย่างปกติสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภารเหมือนแต่ก่อน
ศาสนา
พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอารามโดยเฉพาะที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร พระองค์เคยมีพระราชดำรัสกล่าวว่า “ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง”
การศึกษา
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระเยาว์ นอกจากนี้พระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รัชกาลที่ 9

รัชกาลที่ 9 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช(พ.ศ.2477-2559)
การเมืองการปกครอง
ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ทรงมิได้เพิกเฉยละเลย พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง อาทิ การลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ หรือแม้ยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ก็ทรงยื่นพระหัตถ์เข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเสมอมา
เศรษฐกิจ
-ก่อตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
-เกษตรทฤษฎีใหม่
-ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่กล่าวมาเป็นโครงการเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนด้านเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งเพื่อให้คนในสังคมมีเงินออมและช่วยลดการเป็นหนี้ของประชาชน
การศึกษา
โครงการทุนการศึกษาพระราชทาน : ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งกองทุนการศึกษา และโครงการมูลนิธิพระดาบส ซึ่งสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีอาชีพและความรู้ นอกจากนี้ยังมีโครงการด้านการศึกษาตามแนวพระราชดำริอีกมากมาย ที่พระองค์ทรงพระกรุณาแก่ประชาชน
ศาสนา
ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมและพระราชกรณียกิจที่สำคัญเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระศาสนาอีกประการ ในรัชกาลของพระองค์ คือ การสร้างพระพุทธมณฑล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจะจัดสร้างขึ้น เพื่อฉลองมงคลกาลสมัยที่พระพุทธศาสนามีอายุครบ 2500 ปี



คุณต้อง เข้าสู่ระบบแล้ว เพื่อส่งแสดงความเห็น.